Make your own free website on Tripod.com
บันทึกแม่ฮ่องสอน ถึงชุมแพ จังหวัดขอนแก่น

ของ วศ นัส วันที่ 1-7 ตุลาคม 2536

รถปรับอากาศชั้นหนึ่งกรุงเทพ-แมฮ่องสอน กำลังออกจากชานชาลาหมอชิต ขณะนี้เวลา 18.19 น. รถที่ไปแม่ฮ่องสอนนี้ จะมีเพียงวันละเที่ยวเท่านั้น ซึ่งครั้งนี้เป็นการไปแม่ฮ่องสอนครั้งที่สองของผม ครั้งแรกนั้นผมไปถึงโดยไม่ได้ตั้งใจหรืออาจจะพูดได้ว่า ตอนนั้นผมไปหาความหมายของชีวิต ก็ว่าได้
ครั้งแรกที่ผมไปถึงแม่ฮ่องสอนนั้น ผมจำได้ว่า ผมนั่งรถไฟกรุงเทพ-เชียงใหม่ เวลา 15.00 น. แล้วไปถึงเชียงใหม่ในวันรุ่งขึ้น พอไปถึงเชียงใหม่ ผมไม่รู้ว่าจะไปไหนดี แต่ก็คิดว่าจะไปให้ไกลที่สุดก็เลยตัดสินใจจะไปแม่สาย ขณะกำลังจะซื้อตั๋วไปแม่สาย ผมก็เหลือบไปเห็นรถปรับอากาศ เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ผมก็ถามคนขายตั๋วว่า ระหว่างแม่สายกับแม่ฮ่องสอนนี้ ทางไหนคดเคี้ยวกว่ากัน คนขายตั๋วก็บอกว่าแม่ฮ่องสอน
ผมก็เลยซื้อตั๋วแม่ฮ่องสอน คนที่จะขายตั๋วแม่สายให้ เลยว่าผมหลายใจ ผมก็ไม่ได้สนใจนักหรอก ในที่สุดผมก็ไปถึงแม่ฮ่องสอน
รถออกจากกรุงเทพ ผมรู้สึกหลับๆตื่นๆ ครั้งแรกพอตื่นขึ้นถึงอยุธยา หลับต่อ ตื่นขึ้นถึงนครสวรรค์ ครั้งที่สามนี้พนักงานขับรถปลุกให้ทานอาหารที่กำแพงเพชร ผมดูเวลา ห้าทุ่มพอดี
กะว่าหลังจากทานอาหารเสร็จ จะนอนให้เต็มที่
จนกว่าจะเช้านั่นแหละ แต่รู้สึกว่านอนได้พักใหญ่ก็ต้องตื่นอีก เพราะรถมีอาการเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอยู่ตลอดเวลา เวลาตอนนี้ 03.00 น.
นอนต่อไป คงไม่หลับอีกแน่ เพราะตอนนี้รถกำลังขึ้นเขา ลืมบอกไปว่าผมมีโรคประจำตัว คือเวลาเดินทางไกลด้วยรถยนต์ จะมีอาการตกใจอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากรถนั้นเบรกโดยกระทันหัน หรือว่าเลี้ยวโดยฉับพลัน แม้ว่าจะหลับอยู่ก็ตาม ผมก็ต้องตื่นทันที
การเดินทางคืนนี้โชคดีมากสำหรับผม เพราะว่าตอนกลางคืนมีพระจันทร์เต็มดวง สามารถชมวิวบนเขาพร้อมกับลุ้น ให้พนักงานขับรถขับด้วยความระมัดระวัง ที่ผ่านมาก็ยอมรับว่าเขามีความชำนาญในเส้นทางนี้มากพอสมควรผมก็สบายใจได้ โดยไม่ต้องไปคอยกังวล
ในฐานะที่ผมได้ไปแม่ฮ่องสอนถึงสองครั้งนี้ อยากแนะนำสำหรับคนที่อยากจะไปแม่ฮ่องสอน สำหรับคนไม่มีค่าเครื่องบินนะครับ หรือมีรถอยากขับไปเอง อยากให้ท่านเดินทางไปกับรถทัวร์กรุงเทพ-แม่ฮ่องสอน เพราะผมมั่นใจได้ว่า พนักงานขับรถมีความชำนาญทางมากกว่าใครๆ ที่อยากขับไปเที่ยวแม่ฮ่องสอนเอง
ช่วงที่เดินทางอยู่นี้เข้าใจว่าเป็นหน้าฝน (01/10/36) มีช่วงหนึ่งก่อนที่จะถึงอำเภอแม่สะเรียงประมาณ 80 กิโลเมตร ผมสังเกตุเห็นว่า เกิดรถติดในป่า คล้ายกับกรุงเทพฯที่ผมพึ่งจะหนีออกมาเลยแหละครับ
ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรถทัวร์ที่นั่งมาอยู่นี้ พนักงานขับรถใจถึงเหลือเกินและก็ชำนาญมากตามที่ผมเข้าใจแหละครับ แกแซงรถที่อยู่ข้างหน้าไปหลายสิบคัน ส่วนมากเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก เช่นรถกะบะ รถตู้ รถเก่ง
รถที่ผมนั่งแซงคันอื่นมาเรื่อยๆจนถึงจุดที่คันแรกไปไม่ได้ ตอนนั้นมืดพอสมควร คนขับรถเปิดประตูลงไปคุยกับรถที่อยู่ข้างหน้า เป็นภาษาเหนือ ผมฟังไม่ทัน ชั่วครู่รถผมก็นำทางรถคันอื่นๆ พยายามมองออกไปด้านนอก พอจะเข้าใจว่าเกิดน้ำท่วม ประมาณเมตรกว่าๆเห็นจะได้ รถเล็กจึงไม่กล้าผ่าน
พอขับผ่านขึ้นไปอีกเล็กน้อย เจอรถติดข้างหน้าอีก.......................??????

ก่อนจะถึงแม่สะเรียง สัญลักษณ์ของวันใหม่เริ่มด้วยความสลัวๆ แสงเงินแสงทองมีโอกาสเห็นได้ยาก มีความรู้สึกว่าเหมือนนั่งอยู่บนเครื่องบิน รอบๆตัวรถจะว่าเป็นหมอกก็ไม่เชิง ถ้าอยู่บนอากาศผมก็ว่าเป็นเมฆแน่นอน
เพลงที่เปิดบนรถ ช่างเข้ากับบรรยากาศเสียจริงๆ เป็นเพลงเกี่ยวกับเมืองเหนือล้วนๆซึ่งขับร้องโดย วงจันทร์ ไพโรจน์ ยอมรับว่า เหงา ถึงแม้ว่าจะมั่นใจว่ามีความเข้มแข็ง และอดทนต่อปัญหาที่ประสบ ก็ตาม ความอ่อนไหวเป็นข้อเสียส่วนหนึ่งของผม บางครั้งก็รู้สึกโกรธตัวเองอยู่เหมือนกัน
ทำไมผมต้องเหงาด้วย เพลงที่เขาเปิดให้ฟังออกจะเพราะดี น่าจะมีความ
สุขอยู่กับการเดินทางกลางป่าเขา
ผมอยากจะถามใครก็ได้ว่า ถ้าหากเขาอยู่ในกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่กำลังทำกิจกรรมใดๆร่วมกันโดยที่เขาคนนั้นไม่รู้จักใครเลย เขาจะรู้สึกอย่างไร
ผมก็เช่นเดียวกันขณะที่ผมเขียนบันทึกอยู่บนรถทัวร์คันนี้ อย่างน้อยผู้โดยสารต้องเดินทางไปด้วยกันไม่ต่ำกว่าสองคน บางกลุ่มคุยกันเสียงดังว่าจะไปเที่ยวที่ไหน เวลาไหน โดยเฉพาะกลุ่มที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมประมาณ 6-7 คน เข้า ใจว่าเป็นนักศึกษาสถาบันแห่งใดแห่งหนึ่ง เพราะแต่ละคนสวมแว่นกันทั้งนั้น และวัยก็ประมาณ 20 ปี มีฝรั่งคนเดียวที่เป็นชาย นอกนั้นเป็นหญิงหมด(ขณะที่บันทึกนี้ รถก็หน่วงซ้ายหน่วงขวา เพราะเส้นทางสุดจะเคี้ยวคดลดเลี้ยวเหลือเกิน จนผมเริ่มชินกับเส้นทางแล้ว)
เวลา 7.00 น. ถึงอำเภอแม่สะเรียง พักทานข้าวต้ม ก็อร่อยดี ได้เวลารถออกจากแม่สะเรียงยิ่งทำให้ผมเหงามากขึ้น คนบนรถเหลือแค่ครึ่งคันเท่านั้น กลุ่มที่ผมเข้าใจว่าเป็นนักศึกษา ก็ลงที่แม่สะเรียง อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปเที่ยวที่ไหนกัน
บันทึกสลับกับการมองดูวิวข้างนอกไปเรื่อยๆ ผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่งทำให้นึกขำ หมู่บ้านนี้ชื่อ หมู่บ้านหนองแห้ง ช่างตรงข้ามกับชื่อเสียจริงๆ เพราะตลอดทางที่นั่งรถผ่าน มีแต่ความเขียวสดของป่านาๆชนิด ทั้งยังมีแม่น้ำไหลผ่านอีกด้วย
นึกถึงหมู่บ้านผมทันที บ้านโคก บ้านที่ผมเกิดและโตจนเรียนจบ ม.3
โคก คำเดียว โดดๆ ไม่มีคำนำหน้าหรือต่อท้าย และมันก็สมชื่อด้วย แห้งแล้งเหลือเกิน จำได้ว่าตอนเรียนอยู่ม.ต้น ในช่วงฤดูแล้ง(ร้อน) ผมต้องตื่นตีสาม เพื่อไปรอตักน้ำจากบ่อ ฤดูแล้งน้ำในบ่อ ซึมออกไม่ทัน คนในหมู่บ้านก็แย่งกัน
อีกด้วย ใครไปก่อนก็ตักก่อน ถ้าใครไปทีหลังแล้วแทรกคิว จะต้องโดนต่อว่าและถูกนินทาลับหลัง
ประมาณ 9.30 น. ก่อนที่จะถึงอำเภอขุนยวม แสงแดดเพิ่งเริ่มสาดส่อง สัตว์ต่างๆเริ่มออกจากรัง หาอาหารเลี้ยงชีพ คนก็เช่นกัน เว้นเป็นช่วงๆ ชาวเขาเดินบนไหล่ทางเป็นกลุ่มๆ ที่นั่งรถผ่าน เข้าใจว่าคงจะออกไปทำไร่นา หาเลี้ยงชีพในแต่ละวัน เขามีความสุขดีหรือเปล่า อันนี้ไม่ทราบได้ แต่เชื่อว่าพวกเขาต้องมึพลัง กำลังใจ เป้าหมาย ในการดำรงชีวิตอย่างแน่นอน
ตรงกันข้ามกับรถทัวร์คันนี้ กำลังเริ่มจะหมด คนขับจอดดูหลายครั้ง จนในที่สุดเมื่อผ่านอู่ซ่อมรถแห่งหนึ่ง แวะซ่อมซะเลย ปล่อยให้ผมและผู้โดยสารคนอื่นๆ นั่งดูวีดีโอไปเรื่อยๆ
เชื่อว่าผู้โดยสารทั้งหมดรวมทั้งผมด้วย คงไม่ได้เดือดร้อนอะไรนัก เพราะการเดินทางไปแม่ฮ่องสอน ถ้าใครต้องการไปให้ถึงเร็ว เครื่องบินมีบริการ ถ้า นั่งรถทัวร์นั่นคือการเดินทางแบบกินลมชมวิว หรือต้องการลงระหว่างทาง
มีความรู้สึกว่าตัวเองมีอิสระมากมาย
ตอนเป็นเด็กจำได้ว่า มีอิสระในขอบเขตจำกัด แต่ก็ไม่เชิง เพราะสมัยเด็กเรายังเป็นเด็ก Ability ในการทำหน้าที่หรือกิจกรรมบางอย่าง ผู้ใหญ่ยังไม่เชื่อฝีมือ จนถึงปัจจุบันนี้ผู้ใหญ่(โดยเฉพาะญาติใกล้ชิด) ก็ยังมองว่าผมเป็นเด็ก
รู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะผมได้ทำงานร่วมกับผู้อื่น สมัยที่เรียนจุฬาฯ มีโอกาสได้ทำกิจกรรม ออกค่ายอาสาสมัครเป็นประจำทุกปี
ครั้งหนึ่งที่ได้ไปค่าย ที่อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ แต่เป็นความบังเอิญ ไทยเสรีชวนผมไปเตรียมค่าย โดยเขาโกหกผมว่าจะพาไปเที่ยวเชียงใหม่ มารู้ความจริงก็อยู่บนรถไฟเสียแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไรปิดเทอมก็ไม่มีโปรแกรมที่ไหนนี้ เหตุที่บอกว่ารู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ เพราะชาวบ้านเขาฟัง ยอมรับ คำแนะนำ ในการทำงานแต่ละอย่าง
เขียนถึงเรื่องค่ายเชียงใหม่นี้ อดนึกถึงคนคนหนึ่งไม่ได้ ผมมีความฝันของผมเกี่ยวกับตัวเขา แต่เขาคงไม่รู้หรอกว่าผมรู้สึกอย่างไร เขาเป็นคนสดใส ร่าเริงมีความคิดหรือที่เรียกว่า AMBITIOUS สูง ผมอยากใกล้ชิดเขา แต่ไม่สามารถเข้าติดได้ อีกอย่างช่วงนั้น เป็นช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวทางการศึกษาด้วย รวมทั้งดื่มสุราจัด มารู้ที่หลังว่าช่วงเวลานั้นเขากลัวผมด้วย ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้แย่กว่าเดิม ถ้ามีโอกาสใกล้ชิดเขา ผมพยายาม Present ความเป็นตัวของผมให้เขาทราบทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีประโยชน์ ต้องการเหมือนกันที่อยากให้เขาเข้าใจผมบ้างสักนิด ผมชอบ/รัก เขาและคงมีความรู้สึกอย่างนี้ตลอดไป แม้ว่าจะไม่มีความหวังก็ตาม
บ้านแต่ละหลังในอำเภอขุนยวม มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยมากโดยเฉพาะบ้านเก่าๆมีหลังคาบ้านทำด้วยไม้ทั้งหมด ส่วนโรงเก็นรถ เล้าไก่เล้าหมู หลังคาก็ทำด้วยใบไม้ เชื่อว่าน่าจะทำจากใบจาก
เส้นทางจากขุนยวมมายังแม่ฮ่องสอน นี้ เท่าที่เดินทางด้วยรถยนต์ทั่วประเทศมานี้ ผมมั่นใจว่า(สำหรับผมนะครับ) เป็นเส้นทางที่ทรหดมาก อีกทั้งถนนผมถือว่าไม่ดีเลย แคบแล้วก็ขรุขะด้วย อาศัยพนักงานขับรถที่ชำนาญทาง หัวใจผมจะวายให้ได้ เดี๋ยวเลี้ยวซ้าย เดี๋ยวเลี้ยวขวา เลี้ยวแต่ละทีเหมือนรถจะคว่ำ แต่ในที่สุดก็มาถึงแม่ฮ่องสอนด้วยความปลอดภัย
เมื่อถึงแม่ฮ่องสอน มอไซต์รับจ้างก็มารับผมทันทีโดยที่ผมไม่ได้นัดเขาไว้ ตกลงราคาเรียบร้อยแล้วผมให้เขาพาไปร้านขายของจิปาถะหรืออะไรก็ได้ที่มีสังฆทาน [ทำไมผมต้องหาสังฆทาน?] เมื่อได้แล้ว ผมก็ขึ้นไปวัดพระธาตุดอยกองมู ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน ใครๆเขาจะเรียกวัดนี้สั้นๆว่า วัดพระธาตุ ถ้าหากจำไม่ได้อีกล่ะก้อ บอกใครๆแถวนั้นก็ได้ว่า วัดที่อยู่บนยอดเขา ซึ่งมีวัดเดียวในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน
ขณะนี้เวลา 13.50 น. ผมนั่งอยู่ริมสระแห่งหนึ่งในแม่ฮ่องสอน จะเรียกว่า าระก็คงจะไม่ได้อีกล่ะ เพราะมันนใหญ่กว่าสระมาก เรียกว่าบึงดีกว่า บึงนี้ชื่ออะไรผมก็ไม่ทราบเหมือนกันอีกแหละ ผมบันทึกจบบทนี้ก็จะไปหาดูชื่อมัน เพราะผมประทับใจมาก ก่อนที่ผมจะเล่าเรื่องบึง แห่งนี้ผมขอเล่าเรื่องอื่นก่อนแล้วกัน
ผมมานั่งตรงนี้เพราะเป็นช่วงเวลาพักเที่ยง ข้าราชการเขาไม่ทำงานกัน การบินไทยก็พักเที่ยงกับเขาด้วย
นั่งวางแผนว่าจะจองตั๋วเครื่องบินจากแม่ฮ่องสอน ไปลงที่เชียงใหม่ ก่อนที่จะนำสังฆทานไปถวายพระ คิดจะกลับเชียงใหม่วันนี้ แต่เครื่องเต็ม เลยยังไม่ตัดสินใจ แต่หลังจากเสร็จธุระที่วัดพระธาตุ ตกลงใจที่จะพักที่แม่ฮ่อสอนหนึ่งคืน โดยพักที่วัดพระธาตุนี้แหละครับ
เหตุผลที่อยากนั่งเครื่องบินกลับ ช่วงการเดินทางจากกำแพงเพชร-แม่สะเรียง-ขุนยวม-แม่ฮ่องสอน รถแล่นเร็ว หน่วงซ้าย-ขวา เบรกกระทันหัน จนผมตกใจ ผวาเกือบตลอดเส้นทาง จึงไม่อยากนั่งกลับ สรุป เป็นคนกลัวตายว่างั้นเถอะ
เวลา 13.50 น. ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง นั่งอยู่บริเวณท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน อย่าเข้าใจผิดคิดว่าผมจะเดินทางวันนี้นะครับ ความจริงผมซื้อตั๋วไว้แล้วเป็นวันพรุ่งนี้เที่ยวบิน TG 193 เวลา 15.05 น. ในฐานนะที่เป็นการนั่งเครื่องครั้งแรกในชีวิด ผมต้องมาดูลาดเลาก่อน เพื่อจะได้ไม่พลาดคุณว่าจริงไหมครับ
ผมอยากให้คุณมองเห็นภาพของท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอนให้ออกนะครับ ก่อนที่จะจินตนาการภาพพจน์ สนามบินออก ผมอยากให้ท่านจินตนาการว่า เมืองในหมอก (the Land above the clouds) เป็นอย่างไร คุณลองนึกถึงชาม เกี๋ยวเตี๋ยว ที่มีลักษณะยาวๆนะครับ แล้ววางเม็ดมะขามหรืออะไรก็ได้ที่มีขนาดเล็กใกล้เคียงกัน เม็ดมะขามก็คือตึกแถวนี้เอง ส่วนชามก๋วยเตี๋ยวก็คือภูเขาล้อมรอบเมืองนี่เอง